:: News > เกี่ยวกับเด็กๆ
โลกใบใหม่ของลูกวัยประถม
ขอความเข้าใจให้ลูกที่เพิ่งขึ้นชั้นประถมฯ หรือกำลังเตรียมตัวเข้าโรงเรียน
ประถมฯมีหลายเรื่องที่พ่อแม่ควรรู้เพื่อเตรียมลูกให้พร้อมและช่วยเหลือลูก
ในยามที่เกิดปัญหา

ใกล้เข้ามาแล้วนะคะที่เด็กๆ จะสอบปลายภาค ปิดเทอม แล้วก็ขึ้นชั้นเรียน
ใหม่ เด็กโตพ่อแม่คงไม่ค่อยห่วงแล้ว แต่ที่ยังเพิ่งพ้นเด็กเล็กนี่สิ... จาก
พี่ใหญ่ในวัยอนุบาลมาเป็นน้องเล็กในชั้นประถม มันง่ายซะที่ไหนล่ะ...

อย่างเบาะๆ ก็ย้ายห้องใหม่ แต่ที่ใหญ่กว่าคือโรงเรียนใหม่ สภาพแวดล้อม
ใหม่ที่ใหญ่และกว้างขวางกว่าเดิม

เพื่อนใหม่ ที่ยังไม่รู้จักรู้ใจว่าใครชอบเล่น หรือชอบขนมเหมือนเราหรือเปล่า

คุณครูหน้าแปลก เอ้ย แปลกหน้า ที่เอาจริงเอาจังกับการสอน จึงหันไปคุย กับกระดานดำมากกว่าจะมาสนใจว่าเด็กคนไหนอยากไปห้องน้ำ

กฎระเบียบใหม่ มาพร้อมตาราง กำหนดเวลา ข้อห้าม การจำกัดขอบเขต
ให้นั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ฟังคุณครูสอนจนกว่าจะได้ยินเสียงออดหมด
เวลาจึงจะขยับได้

ไปจนถึงกิจวัตรประจำวัน ที่ต้องตั้งโปรแกรมกันใหม่ ต้องกลับบ้านช้า
กว่าเดิม จัดสรรเวลาทำการบ้าน เตรียมตารางเรียน ฯลฯ

แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กๆ อาจเกิด
อาการเครียด วิตกกังวล กับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
พานให้ไฟแห่งการเรียนรู้มอดไปโดยเสียเปล่า

ไม่เฉพาะเด็กที่จะขึ้นชั้นป.1 เท่านั้นนะคะ เด็กบางคนผ่านพ้นประถม
มาตั้งปีแล้ว ก็อาจยังปรับตัวไม่ได้ซักที จึงถึงคราวที่พ่อแม่ต้องช่วย
ลูกในการปรับตัวปรับใจมากทีเดียว... โดยเตรียมตัวลูกในเรื่อง
เหล่านี้ค่ะ

ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบในเรื่องส่วนตัว พอขึ้นชั้น
ประถม เรื่องกินเรื่องอยู่ จะไม่มีคุณครูมาคอยดูแลลูกของเราอย่าง
ใกล้ชิดเหมือนตอนอยู่อนุบาลแล้วนะคะ สำรวจดูว่าลูกดูแลตัวเองได้ดี
แค่ไหน รับประทานอาหารเองได้ดี หรือเลือกรับประทานหรือเปล่า
แต่งตัวเองได้มั้ย โดยเฉพาะเด็กผู้ชายต้องสอนให้ผูกเชือกรองเท้า
เป็น เวลาไปหลุดที่โรงเรียนลูกจะได้ไม่ปล่อยให้สะดุดหกล้ม รู้จักดูแล
สุขอนามัยส่วนตัว เช่น รู้จักทำความสะอาดเมื่อเข้าห้องน้ำ ฯลฯ รวมทั้ง
เรื่องความปลอดภัย อย่างการขึ้นลงรถ ขึ้นลงบันได ข้ามถนนหน้า
โรงเรียน ฯลฯ การดูแลเก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง

ถ้าเขายังไม่พร้อมนัก ใช้เวลาที่เหลือนี้ฝึกให้เขาทำอะไรด้วยตัวเอง
ให้มากที่สุด อย่าปล่อยให้พี่เลี้ยงทำให้ทุกอย่างเหมือนที่ผ่านมา

ฝึกให้เข้าใจกฎระเบียบ
กำหนดเวลาตื่นนอน-เข้านอน เวลาดูโทรทัศน์ ออกกำลังกาย และ
จัดสรรเวลาทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน ซึ่งหากเขาทำได้ดีตั้งแต่
วัยอนุบาลแล้ว ก็ยังควรที่จะต้องดูแลให้ลูกปฏิบัติต่อไปในชั้นประถม
อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะช่วยให้เขาปรับตัวกับระบบตารางเรียน กฎ
และข้อจำกัดต่างๆ ที่มีมากขึ้นในชั้นประถมได้ง่ายขึ้น

ที่เห็นง่ายๆ ก็เรื่องการถูกจำกัดอิสรภาพให้นั่งเรียนอยู่กับโต๊ะเป็น
เวลานานๆ ผิดกับตอนอยู่อนุบาลที่ลูกมีกิจกรรมหลากหลาย ได้
เคลื่อนไหวตลอดวัน อาจทำให้ลูกที่เพิ่งขึ้น ป.1 อึดอัด เบื่อหน่าย เลยเถิดเตลิดไปจนไม่มีสมาธิที่จะเรียนดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะ
ช่วยลูกฝึกสมาธิเพื่อรับมือกับการนั่งเรียนในห้องเรียนนานๆ ด้วย
การฝึกให้ลูกทำงานฝีมือ งานศิลปะ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใจจดจ่ออยู่กับ
การสิ่งที่ทำ และยังช่วยเสริมสร้างทักษะการใช้มือประสานกับสายตา
ให้ลูกด้วย เพื่อเป็นทักษะพื้นฐานไปสู่การเขียนในชั้นประถม

ฝึกการแก้ปัญหา

แม้จะเนิ่นนานแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่คงยังจำเหตุการณ์เมื่อครั้งตัวเอง
อยู่วัยประถมได้ ลองสมมติสถานการณ์ที่เคยเจอมาให้ลูกลองคิดแก้ปัญหา
ไว้ล่วงหน้า ที่สำคัญต้องให้เขาคิดเอง อย่าบอกวิธีแก้ให้เขาตรงๆ เพราะวิธีคิดต่อหนึ่งปัญหามีได้แตกต่างกันมากมาย ถ้าเขาแก้ได้ แม้จะไม่เหมือนอย่างที่เราคิด แต่ก็เป็นอีกวิธีที่ทำได้โดยไม่เสียหายอะไร พ่อแม่ต้องยอมรับด้วย

"ตอนเด็กๆ แม่ผูกเปียไปโรงเรียน โดนเพื่อล้อบ้าง โดนแกล้งดึงเปียบ้าง ถ้ามีเพื่อนใหม่ผูกเปียมา หนูจะทำอย่างนั้นกับเขาไหมจ๊ะ"

"มีครั้งหนึ่งพ่อท้องเสีย แต่ไม่กล้าบอกครู จนทนไม่ไหวจริงๆ ก็ยกมือขออนุญาต ครูก็ให้ไป ไม่ได้ว่าอะไรเลย"

"ถ้าเย็นวันไหน แม่ไปรับช้าหนูจะทำยังไงจ๊ะ"

ฝึกการเข้าสังคม
การไปโรงเรียนของลูกไม่ใช่ไปเรียนหนังสืออย่างเดียว เด็กต้องสนุกกับการเรียนรู้และสนุกกับการเข้าสังคมด้วย ทั้งเพื่อนใหม่ ครูใหม่ เด็กวัยนี้ต้องการการยอมรับจากเพื่อนเป็นสำคัญ ถ้าเข้ากับเพื่อนไม่ได้ก็อาจไม่อยากไปโรงเรียน ยิ่งเด็กที่ขี้อาย อาจขาดความมั่นใจ ในการทักทายทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ หากแถวบ้านมีเด็กวัยเดียวกันหรือจะเข้าเรียนที่เดียวกัน ทำความรู้จักกันไว้ก่อนก็ดีนะคะ

เช่นกันเมื่อไปโรงเรียนในช่วงแรกๆ ด้วยความที่วัยนี้อยากให้เพื่อนร่วมชั้นยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม จึงจะตามใจคนอื่นมากเพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับ เมื่อกลับบ้านมาอาจเกิดอาการเครียดและหงุดหงิดได้ คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตและสอบถามหากลูกมีอาการดังกล่าว และพยายามกระตุ้นให้ลูกได้ระบายความรู้สึก เพื่อกันไม่ให้เก็บไว้จนขยายเป็นปัญหาต่อไปได้

นอกจากนี้ ไม่ควรพลาดหากมีวันนัดพบผู้ปกครอง เพื่อพูดคุยกับครูประจำชั้น เพราะจะได้รับรู้ว่า ในแต่ละวันที่ลูกอยู่โรงเรียนจะต้องเจอกับอะไรบ้าง รับรู้ระบบการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริมหลักสูตรต่างๆ ที่โรงเรียนจัดไว้ เพื่อจะได้ช่วยส่งเสริมการเรียนของลูก ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลพฤติกรรมของลูกระหว่างอยู่ที่บ้านกับโรงเรียน อย่างถ้าลูกเป็นเด็กขี้อาย ขาดความมั่นใจ ก็ขอให้ครูช่วยส่งเสริม ให้เด็กทำกิจกรรมที่ฝึกความมั่นใจของเด็ก เช่นฝึกให้ขายของในงาน โรงเรียน เป็นต้น เมื่อพ่อแม่ และครู เข้าใจเด็กแต่ละคนตรงกัน หากมีปัญหาก็สามารถช่วยแก้ไขหรือส่งเสริมให้ไปในทิศทางเดียวกัน เด็กจะได้ไม่สับสน อีกทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ ประสบการณ์กับพ่อแม่คนอื่นก็จะเป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่มาอวดลูกแข่งกันนะคะ

ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ควรไปส่งลูกที่โรงเรียนเอง อย่าลืมไปรับให้ตรงเวลา
เพื่อคลายความกังวล และให้ลูกอุ่นใจว่าไม่ได้เผชิญกับ ความเปลี่ยนแปลงนี้เพียงลำพัง ให้เขาคิดว่า"ไม่ว่าทั้งวันจะต้องเจอกับอะไร เดี๋ยวเย็นนี้เจอ(พ่อ)แม่ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว"

ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจลูกเป็นหลัก พ่อแม่ต้องยอมรับและให้กำลังใจเขา อาจใช้เวลาระหว่างกลับบ้านพูดคุยกัน ถามเรื่องการบ้าน เพื่อนและครู เพื่อรับรู้ความเคลื่อนไหวของลูก ให้เขารู้สึกถึงการเอาใจใส่และอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ชื่นชมหากเขาทำสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นกำลังใจหากวันนั้นเขาถูกครูดุ ช่วยลูกจัดตารางเรียน และแนะนำหากลูกไม่เข้าใจ การบ้าน...ต่อไปมีปัญหาอะไร เขาก็จะบอกเราเองโดยไม่ต้องถาม เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่พึ่งได้ เป็นโอกาสทองของการสร้างความ ไว้วางใจให้กับลูกได้แต่เนิ่นๆ นะคะ

ในช่วงนี้คงต้องทุ่มเทเวลาให้เขามากหน่อย อาจจะดูจุกจิก วุ่นวายในช่วงแรกๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่ะ เพราะหากเขาก้าวผ่านสิ่งใหม่ในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี จนรู้สึกอบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย เชื่อมั่นแล้ว ก็จะเป็นรากฐานให้เขาสามารถจัดการกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ในโอกาสต่อไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก...นัยว่าตึกมั่นเพราะฐานแน่น นั่นล่ะค่ะ...





Copyright 2006 © Aksara for Kids. All Right Reserved.
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซด์ 543,862 ท่าน.