เคล็ดลับการพัฒนาสมองในเด็กเล็ก

เคล็ดลับการพัฒนาสมองในเด็กเล็ก

มารู้วิธีการทำงานในสมองของเด็กกันครับ จะทำอย่างไรถึงจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองที่ดี มีการเรียนรู้ที่รวดเร็ว และพัฒนาการเรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น สิ่งที่สำคัญสำหรับเด็กคือ จากการศึกษาคลื่นสมองของคนเราในอดีต เคยเชื่อกันว่า คลื่นสมอง และ สารที่หลั่งจากสมอง นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถบังคับ หรือ ควบคุมกระบวนการได้ แต่ปัจจุบันได้มีการทดลองและตรวจวัดคลื่นสมองด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ พบว่ ามนุษย์สามารถควบคุมคลื่นสมอง และ สารที่หลั่งจากสมอง ได้หากมี การฝึกฝนทางจิต ให้ควบคุมสภาวะอารมณ์และจิตใจได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง เหนือธรรมชาติ หรือ เร้นลับหาคำอธิบายไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ในขณะที่เราดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

พื้นฐานความเข้าใจ เรื่องคลื่นสมอง และ กลไกการทำงาน ที่เกี่ยวข้องกันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เรียนรู้โลกภายในตัวเอง และมองเห็น ประโยชน์ของการจัดการกับ อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของเรา นับเป็นศิลปะในการดำรงชีวิตที่ทุกคนทำได้ ท่านทราบหรือไม่ว่า ภาวะของคลื่นสมอง ที่เหมาะสมจะช่วยเปิดพื้นที่ การเรียนรู้ในสมองของเรา ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และรับข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์มีประสิทธิภาพสูงมากในการทำกิจกรรมหรือ สร้างสรรค์ผลงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับแหล่งกำเนิดพลังงานชีวิตที่ธรรมชาติให้มาในตัวตนของพวกเราทุกคน

คลื่นสมอง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งได้มาจากการส่ง สัญญาณเคมีทางชีวภาพในร่างกายมนุษย์ การวัดพลังงาน
ไฟฟ้าบริเวณสมองด้วย เครื่องมือ Electroencephalogram (EEG) ทำให้นักวิจัยทาง ประสาทวิทยา และ นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบ ความจริงว่า การเลือกตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกมีผล โดยตรง ต่อสภาวะภายใน ที่เป็น คลื่นสมอง เราสามารถอ่านค่าผลของ
การวัด และแบ่งคลื่นสมองของมนุษย์ตามระดับความสั่นสะเทือน หรือความถี่ ได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ช่วงคลื่นที่ตอบสนองการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ ช่วงคลื่นอัลฟ่า

คลื่นอัลฟ่า (Alpha brainwave) มีความถี่ประมาณ 7-14 รอบต่อวินาที (Hz) ความถี่ ของคลื่นที่ต่ำลงมานี้ ก็คือ เป็นคลื่นสมองที่ปรากฎบ่อย ในเด็กที่มีความสุข และในผู้ใหญ่ที่มีการฝึกฝนตนเองให้สงบนิ่งมากขึ้น อาจหมายถึง สภาวะที่จิตสมดุล อยู่ใน สภาวะสบายๆ มีการช้าลงด้วย การใคร่ครวญ ไม่ด่วนตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วย อารมณ์อันรวดเร็ว เวลาที่ความถี่น้อยลง หมายถึงว่า เราจะคิดช้าลง เป็นจังหวะ เป็นท่วงทำนอง คมชัด ให้เวลาแก่จิตในการไตร่ตรองและมีความคิดเป็นระบบขึ้น สภาวะที่สมองทำงาน อยู่ในคลื่นอัลฟ่ายังพบอยู่ใน หลายๆ รูปแบบ เช่น ขณะที่กล้ามเนื้อ หรือ ร่างกายผ่อนคลาย ช่วงเวลาที่ง่วงนอน ก่อนหลับหรือหลับใหม่ๆ เวลาทำอะไรเพลินๆ จนลืมสิ่งรอบๆ ตัว เวลาสบายใจ เวลาอ่านหนังสือ หรือ จดจ่อกับกิจกรรมใด ๆ อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง และการเข้าสมาธิ ในระดับภวังค์ที่ไม่ลึกมาก

จากลักษณะดังกล่าว ช่วงคลื่นอัลฟ่า จะเป็นประตูไปสู่ การทำสมาธิในระดับลึก และถือว่า เป็นช่วงที่ดีที่สุด ในการป้อนข้อมูล ให้แก่ จิตใต้สำนึก สมองสามารถเปิดรับข้อมูลได้อย่างเต็มที่ และ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นสภาวะที่ จิตมีประสิทธิภาพสูง ในทางการแพทย์ และ จิตศาสตร์ เองก็ถือว่า สภาวะนี้เป็น หัวใจของการสะกดจิต เพื่อการบำบัดโรค โดยหากจะ ตั้ง โปรแกรมจิตใต้สำนึก ก็ควรทำใน ช่วงที่คลื่นสมองเป็นอัลฟ่า ในคนทั่วไปเอง ก็ควรฝึกฝนตนเองให้ สมองทำงานอยู่ใน ช่วงคลื่นอัลฟ่า เป็นประจำเช่นเดียวกัน เพราะจะช่วยสร้าง ความผ่อนคลาย ร่างกายจะไม่ทำงานอยู่บน ฐานแห่งความกลัว หรือ วิตกกังวล แต่จะมองชีวิต อย่างสนุกสนาน มีความรู้สึกอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรืออยากสำรวจโลกแบบเด็ก ๆ

 

การ Play and Learn วิธีการจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยโดยยึดหลักจิตวิทยาและธรรมชาติของเด็กที่ชอบเล่นอยู่แล้ว ด้วยการใช้เทคนิควิธีการบูรณาการสาระความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ต้องการให้เกิดกับเด็ก และการเล่นให้เข้าด้วยกัน ทำให้เด็กได้เล่น แสดงออก ได้ร้องเพลง ทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน อยากเรียนรู้มากขึ้น การเล่นปนเรียนเป็นการเล่นที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาภายใต้การอำนวยความสะดวก สนับสนุน ชี้แนะ ช่วยเหลือของครูในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การเรียนรู้แบบเล่นปนเรียนเกิดประโยชน์ต่อเด็กมากที่สุดการเล่นปนเรียนจึงเป็นวิธีการที่ครูผู้สอนนำมาใช้เพื่อสอนเด็กให้เกิดทักษะประสบการณ์หรือความรู้ โดยครูใช้การจูงใจให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการทำกิจ กรรม ซึ่งกิจกรรมนั้นคือการเล่นของเด็ก การเล่นปนเรียนเป็นวิธีการจัดประสบการณ์ที่ให้เด็กได้เล่นและทำกิจกรรมการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เป็นการบูรณาการความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ต่างๆ ที่เด็กควรได้รับให้เข้ากับกิจกรรมการเล่น ตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และตามธรรมชาติของเด็กที่ชอบการเล่นอยู่แล้ว การจัดกิจกรรมการเรียนให้มีการเล่นย่อมทำให้เด็กสนุกสนานและอยากเรียนมากขึ้น ครูจึงบูรณาการสิ่งที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ให้เข้ากับกิจกรรมการเล่นของเด็ก ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ ด้วยการแสดงออก การเล่นภายใต้การดูแลช่วยเหลือของครู ซึ่งเป็นวิธีการที่ครูนำเอาธรรมชาติของเด็กที่ชอบเล่นอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนการสอน

 

การเล่นเป็นกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน สนุกสนาน เป็นกิจกรรมที่ทำโดยไม่ต้องถูกบังคับ การเล่นเป็นกระ บวนการพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งการเล่นมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.การเล่นนำไปสู่การค้นพบเหตุผลและการคิด

2.การเล่นเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเด็กและสังคม

3.การเล่นเป็นการนำเด็กไปสู่ภาวะความสมดุลทางอารมณ์

 

การเล่นปนเรียน Play and Learn มีประโยชน์อย่างไร

การเล่นปนเรียนเป็นการเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาด้านต่างๆให้กับเด็กปฐมวัย ดังที่เพียเจท์ (Piaget) กล่าวว่า การเล่นมีวามสำคัญต่อพัฒนาการทางสติปัญญา จากการเล่นทำให้เด็กสามารถแยกแยะสิ่งต่างๆจากสิ่งเร้าได้ และขณะที่เด็กตอบสนองสิ่งเร้าเขาจะสามารถรับรู้สิ่งต่างๆเข้ามาในสมอง นอกจากนี้การเล่นเป็นการระบายอารมณ์ การเล่นช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม และเป็นการเรียนรู้ทางสังคมให้กับเด็ก ซึ่งการเล่นปนเรียนมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยดังนี้

1.ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่รู้สึกผ่อนคลายให้กับเด็ก บรรยากาศการเรียนที่มีความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่มีความตึงเครียด เป็นการระบายอารมณ์ จะเป็นสิ่งที่สร้างแรงจูงใจในการเรียนให้กับเด็ก และเป็นการขยายช่วงความสนใจในการเรียนของเด็กให้ยาวนานขึ้น

2.ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้โดยผ่านขบวนการค้นคว้า สำรวจ ทดลองผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเล่นปนเรียนเด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าทำให้เด็กสามารถพัฒนาในด้านต่างๆ เด็กจะรู้จักชื่อเรียกของสิ่งต่างๆ หรือลักษณะของสิ่งนั้นจากการมองหรือสังเกตด้วยตา เด็กจะเรียนรู้ผิวสัมผัสของสิ่งต่างๆว่านุ่ม แข็ง เรียบ หรือขรุขระ จากการได้จับต้อง สัมผัสสิ่งนั้น เด็กจะเรียนรู้รสชาติของอาหารและเครื่องดื่มจากการใช้ลิ้นในการชิมรส เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับเสียงและแยก แยะเสียงต่างๆได้จากการใช้ประสาทสัมผัสหูเพื่อฟังเสียงต่างๆ และเด็กจะเรียนรู้กลิ่นว่ามีกลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็นจากการใช้ประสาทสัมผัสทางจมูกในการดมกลิ่น

3.ช่วยให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และส่งเสริมเชาวน์ปัญญาจากการเล่นปนเรียน เด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดริเริ่มแปลกใหม่ รู้จักใช้สติปัญญามาประยุกต์เพื่อสร้างผลงานทางการเล่นที่ไม่ซ้ำซากเช่นเดิม หรือเลียนแบบจากตัวอย่างที่เคยเห็นเพียงอย่างเดียว เช่น การเล่นต่อบล็อก การเล่นปั้นดินน้ำมัน การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ เป็นต้น

4.ช่วยพัฒนาเด็กให้มีทักษะทางสังคม การเล่นปนเรียนที่มีลักษณะของการเล่นแบบกลุ่ม เช่น การทำงานศิลปะประ ดิษฐ์เป็นกลุ่ม การเล่นบทบาทสมมติเป็นกลุ่ม เป็นการเล่นปนเรียนที่ช่วยให้เด็กมีความเป็นผู้นำ ผู้ตาม รู้จักสับเปลี่ยน รอคอย วางแผน เสียสละ ให้อภัย และปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น มีน้ำใจต่อกันและกัน

5.ช่วยให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นนามธรรมง่ายยิ่งขึ้น การเล่นปนเรียนจะช่วยให้เด็กเข้าใจและมีความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น เช่น การเรียนรู้คำและจำนวน การที่ครูให้เด็กเรียนรู้ค่าจำนวนโดยใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมมาให้เด็กได้เล่น เช่น การเล่นกับเมล็ดมะขามและเด็กจะได้เรียนรู้ค่าและจำนวนจากเมล็ดมะขาม เด็กเรียนรู้เรื่องสีจากการเล่นร้อยดอกไม้ เรียนรู้จักสัตว์จากการเล่นปั้นดินน้ำมันเป็นสวนสัตว์ เรียนรู้การบวกเลขจากการเล่นเกมการศึกษาพื้นฐานการบวก เป็นต้น

6.ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กให้กับเด็ก สำหรับพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่เกิดจากการเล่นที่เด็กได้อวัยวะส่วนแขน ขา ลำตัวในการเล่นเกมต่างๆ เช่น เกมการละเล่น เกมพลศึกษา เป็นต้น ส่วนพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กเกิดจากการที่เด็กได้หยิบ จับ สัมผัสวัสดุอุปกรณ์ในการเรียน เช่น การเล่นบล็อก การเล่นเครื่องเล่นสัมผัส การทำกิจกรรมศิลปะต่างๆ เป็นต้น

7.พัฒนาเด็กในด้านคุณธรรมและจริยธรรม กิจกรรมการเล่นปนเรียนที่เด็กมีโอกาสเล่นเป็นกลุ่ม นอกจากจะช่วยเด็กให้เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นแล้ว การเล่นปนเรียนเป็นกลุ่มยังส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในหลายด้าน เช่น ความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจ การเสียสละ การรอคอย ความสามัคคี เป็นต้น

8.ส่งเสริมทักษะทางภาษาให้กับเด็ก ในการเล่นปนเรียนเด็กมีโอกาสเล่นกับเพื่อนในกิจกรรมต่างๆ เด็กมีโอกาสในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารกับเพื่อนขณะเล่น ได้พูด สนทนา โต้ตอบกัน โดยการเล่นเลียนแบบ การเล่นบทบาทสมมติ

พ่อแม่ผู้ปกครองควรเล่นกับเด็กอย่างไร

พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องเห็นความสำคัญว่า การเล่นเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรมีบทบาทในการส่งเสริมการเล่นปนเรียนดัง

1.เป็นแบบอย่างและสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเล่นให้กับลูก พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างและปลูกฝังให้ลูกเห็นว่าการเล่นมีความสำคัญ เช่น การเล่นกีฬาและการออกกำลังกาย

2. จัดหาสื่อการเรียนรู้และจัดเตรียมสถานที่ให้ลูกได้เล่น การเลือกซื้อหรือจัดหาสื่อมาให้กับลูกได้เล่นเพื่อพัฒนาในด้านต่างๆ ควรยึดพัฒนาการเด็กเป็นหลักหรืออาจเลียนแบบของเล่นที่ลูกเล่นที่โรงเรียน ทั้งนี้เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้เพิ่มเติมขณะอยู่ที่บ้าน เป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกอีกทางหนึ่งด้วย

3. ร่วมเล่นกับลูก พ่อแม่ควรร่วมเล่นกับลูกตั้งแต่เล็กๆทั้งกิจกรรมการเล่นประเภทกีฬาหรือการเล่นของเล่นร่วมกับลูก ทั้งนี้พ่อแม่จะได้กระตุ้น เสริมแรง ส่งเสริมให้ลูกได้สร้างสรรค์การเล่น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระ หว่างลูกกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการลดปัญหาด้านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของลูก

ที่มา เวปถามครู, เวปโนว่าบิซ

Leave a Reply

X