Parent’s Blog

ความสำคัญของหนังสือนิทานเด็กกับพัฒนาการ

ความสำคัญของ หนังสือนิทานเด็ก กับพัฒนาการ วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ และสร้างเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายมาสร้างเสริมพัฒนาการให้กับลูก ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ผู้ปกครองนิยมนำมาใช้นั้นก็คือ หนังสือนิทานเด็ก นั่นเอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้หนังสือนิทานกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กนั้นมีดังต่อไปนี้ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ เรื่องราวในนิทานมักเต็มไปด้วยสีสันและเนื้อหาที่สร้างการเรียนรู้และจินตนาการให้กับเด็ก ดังนั้นเมื่ออ่านหนังสือนิทานให้เด็กฟังก็จะทำให้เด็กได้คิดตาม เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการฝึกสมองของเด็กให้มีพัฒนาการตามไปด้วย เสริมสร้างความเชื่อมั่น ในระหว่างที่ผู้ปกครองกำลังอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ก็มักเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กได้อย่างเต็มที่ จึงช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี ยิ่งการปล่อยให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น หรือท่าทางต่าง ๆ ในระหว่างการอ่าน หนังสือนิทานเด็ก เสริมพัฒนาการ ก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการแสดงออกของเด็กให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย พัฒนาการทางสังคม เรื่องราวใน หนังสือนิทานเด็ก มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน หรือเรื่องราวที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสังคม ดังนั้นการอ่านหนังสือนิทานก็จะช่วยให้เด็กรู้จักและเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคม เรียนรู้ว่าเรื่องใดเป็นสิ่งที่ควรทำและเรื่องใดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำได้ดี พัฒนาด้านการจดจำ การอ่านหนังสือนิทานสําหรับปฐมวัยในเด็กเล็กนั้น เด็ก ๆ มักยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ให้พ่อแม่ได้รู้ว่าเด็กชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาในหนังสือ แต่เด็กก็จะสามารถรับรู้เรื่องราวที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองอ่านให้ฟังได้ ซึ่งจะสามารถสังเกตได้ในกรณีที่เด็กโตขึ้น จะเริ่มมีการเลือกประเภทหนังสือที่ชอบให้อ่าน หรือรู้สึกสนุกร่วมทุกครั้งที่ผู้ปกครองอ่านให้ฟัง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเด็กรู้จักจดจำสิ่งที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังได้เป็นอย่างดี พัฒนาเซลล์สมอง การอ่านหนังสือนิทานช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ ซึ่งนอกจากนิทานที่เป็นตัวอักษรแล้ว ผู้ปกครองอาจใช้หนังสือนิทานภาพมาให้เด็กได้อ่านและเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านภาพประกอบ ซึ่งการกระตุ้นให้สมองของเด็กได้ทำงานจะช่วยให้เซลล์สมองของเด็กที่กำลังตื่นตัวเหล่านี้สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่ […]

Read more

ทำไมเด็กถึงต้องลากเส้นระบายสี

ฝึกลากเส้นระบายสีในแบบฝึกหัดอนุบาล มีผลดีอย่างไร             ในช่วงวัยเด็กเป็นปฐมวัยแห่งการเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมอง มือ แขน หรือขาที่เด็กจะต้องค่อย ๆ เรียนรู้จนสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเต็มที่และเป็นธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยวิธีการต่าง ๆ เข้ามาใช้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการหัดขีดเขียนตัวหนังสือ หรือแม้แต่การฝึกลากเส้นระบายสีในแบบฝึกหัดอนุบาล สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้ใหญ่ แต่มีความสำคัญมากในเด็กเล็ก เพราะการฝึกลากเส้นระบายสีจะช่วยก่อให้เกิดผลดีในเด็กได้ดังนี้ ฝึกการใช้นิ้วมือและมือ เนื่องจากในวัยเด็กกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ยังไม่สามารถใช้งานได้คล่องแคล่วมากนัก การฝึกลากเส้นระบายสีจึงช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะจับดินสอหรือสีได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการทำงานที่ประสานกันระหว่างแขนและมือในการขีดเส้นลวดลายรูปแบบต่าง ๆ อีกด้วย ฝึกการมองและการสังเกต ในแบบฝึกหัดอนุบาลมักมีเส้นประหรือรูปตัวอย่างเพื่อให้เด็กใช้สังเกตในการลากเส้นระบายสีแต่ละครั้ง ดังนั้นการฝึกเด็กด้วยวิธีการดังกล่าวจึงช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต และยังเป็นการพัฒนาการทำงานให้สัมพันธ์กันระหว่างมือและสายตาอีกด้วย ฝึกการใช้สมาธิ การฝึกเด็กให้มีสมาธิจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนับเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งการเตรียมแบบฝึกต่าง ๆ ให้เด็กลองทำอย่างการลากเส้นระบายสีก็จะช่วยดึงดูดความสนใจให้เด็ก ๆ ได้ดี และยังไม่ยากเกินไปที่จะทำให้เด็กไม่สามารถทำได้ เด็ก ๆ จึงรู้สึกสนุกที่จะทำตาม จนเกิดเป็นสมาธิในการทำงาน ฝึกการแสดงอารมณ์ การใช้สีในการวาดเส้นนับเป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสารอารมณ์ของเด็กได้ดี เด็กที่ขี้หงุดหงิดมักมีลายเส้นที่วุ่นวาย ลงสีหนัก หรือใช้สีโทนร้อนแรงเป็นหลัก ซึ่งหากผู้ใหญ่อยู่ใกล้ในระหว่างที่เด็กฝึกวาดเส้นระบายสีก็จะช่วยให้ผู้ใหญ่เข้าใจในวุฒิภาวะอารมณ์ของเด็กได้ดีมากขึ้น ส่งผลให้เตรียมการแก้ไขหรือดูแลเด็ก ๆ ให้ดีมากขึ้นได้ […]

Read more

การต่อจิ๊กซอรว์ มีข้อดีอะไรบ้าง

 จิ๊กซอว์ (ภาพต่อ) ส่งเสริมต่อพัฒนาการของเด็กด้านใด ของเล่นชิ้นเล็กๆ ราคาไม่แพง แต่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับเด็กนั้นคือ Jigsaw Puzzle มาดูสิว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง          ฝึกการใช้งานอวัยวะส่วนตาและมือให้สัมพันธ์กัน เพราะการต่อจิ๊กซอว์ให้ถูกต้องนั้น เด็ก ๆ จะต้องใช้ทั้งประสาทส่วนตาในการตีความหมายของตัวจิ๊กซอว์ จากนั้นจึงนำมาต่อเรียงกันในตำแหน่งที่ถูกต้องด้วยมือ ดังนั้นการนำโปสเตอร์แบบจิ๊กซอว์มาใช้ที่อาจใช้ตัวเลขเชื่อมโยงกับรูปภาพในการต่อชิ้นส่วนก็จะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้วิธีเล่นไปพร้อม ๆ กับการฝึกฝนการใช้อวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ ฝึกความอดทน สร้างความพยายาม การต่อจิ๊กซอว์ในช่วงแรกอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กบางคน ผู้ปกครองควรใจเย็นและคอยให้กำลังใจกับเด็ก เพื่อให้เด็กเกิดความอดทนและมุมานะทำจนสำเร็จ ซึ่งหากทำได้อย่างสม่ำเสมอแล้วก็จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะอดทนทำงานจนประสบความสำเร็จได้ดี ฝึกพัฒนาความคิดแบบตรรกะ เพราะรูปจิ๊กซอว์นั้นมักมีความเชื่อมโยงกัน อย่างจิ๊กซอว์ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เด็กจะต้องนำตัวอักษรไปวางคู่กับคำที่เกี่ยวข้อง ก็จะช่วยให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกันได้ เป็นการปูพื้นฐานไปสู่แนวคิดที่ยากหรือซับซ้อนมากขึ้นต่อไป ฝึกพัฒนาความจำ แบบจิ๊กซอว์เพื่อการศึกษาจะช่วยให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบได้แล้ว เครื่องมือนี้ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านความจำให้ดีมากขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย กระตุ้นให้เด็กจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ คำศัพท์ หรือตัวอักษรที่เกี่ยวข้อง ฝึกพัฒนาการด้านการแก้ปัญหา แม้ว่าจะต่อ Puzzle ได้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตาม เด็กทุกคนต้องใช้ทักษะการคิดเพื่อแก้ปัญหาในการวาง Puzzle ให้ลงในช่อง แต่ชัดเจนที่สุดคือ หากต่อไม่สำเร็จจะไม่เห็นเป็นภาพที่ถูกต้อง ฝึกพัฒนาการด้านอารมณ์ […]

Read more

วิธีการฝึกภาษาที่สองให้ลูก

ในปัจจุบันการเรียนรู้ด้านภาษานับว่ามีความสำคัญมาก เพราะสังคมโลกเปิดกว้างมากขึ้น เครือข่ายการติดต่อที่รวดเร็วส่งผลให้การติดต่อสื่อสารกับผู้ที่อยู่ไกลถึงต่างประเทศกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ภาษาตั้งแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนที่ต้องมีการฝึกฝนและพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งหนังสือเรียนอนุบาลก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการฝึกภาษาให้กับเด็กด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. ฝึกการเขียนตัวอักษร ในหนังสือเรียนอนุบาล สำหรับเด็กอนุบาลจะมีการสอนตั้งแต่วิธีการเขียนตัวอักษรของภาษาที่สองอย่างถูกต้อง เพราะวิธีการเขียนตัวอักษรที่ถูกต้องจะช่วยให้เด็กเรียนรู้การใช้ภาษาที่สองได้อย่างถูกต้องมากขึ้น 2. ฝึกคำศัพท์ การเรียนรู้ภาษาที่สองนั้นก็คล้ายคลึงกับการเรียนรู้ภาษาไทย คือต้องเข้าใจในคำศัพท์แต่ละคำให้ดีเสียก่อนในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเด็กในวัยอนุบาลเป็นวัยที่กำลังกระตือรือร้นต่อการเรียนรู้ จึงง่ายต่อการกระตุ้นให้เข้าสนใจเรียนรู้คำศัพท์ โดยเฉพาะในหนังสือเรียน หรือ หนังสือพจนานุกรมภาพที่มักเน้นการสื่อสารด้วยรูปภาพ ก็ยิ่งส่งเสริมให้เด็ก ๆ เข้าใจคำศัพท์แต่ละคำได้ง่ายและรวดเร็ว 3. ฝึกและกระตุ้นให้รู้จักคิด นอกจากการสอนให้เรียนรู้แล้ว ภายในหนังสือเรียนอนุบาลยังมักมีแบบฝึกหัดให้เด็กรู้จักคิดและวิเคราะห์แนบท้ายแบบเรียนเอาไว้ด้วย ซึ่งหากผู้ปกครองว่างควรลองทำแบบฝึกหัดร่วมกับเด็กเพื่อเปิดโอกาสให้เฝ้าสังเกตได้ว่าเด็กยังมีข้อบกพร่องหรือความไม่แน่ใจในโจทย์ข้อใด เพื่อทำการแก้ไขและพัฒนาด้านภาษาที่สองของเด็กต่อได้อย่างถูกต้อง 4. สร้างความสนใจในภาษาที่สอง แบบเรียนอนุบาลสำหรับภาษาที่สองมักมีเกมง่าย ๆ หรือรูปภาพที่สนุกสนานเพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจในภาษาที่สอง เกมที่มักพบเห็นอาจเป็นการเชื่อมโยงคำศัพท์ การสะกดตัวอักษร หรือฝึกเขียนคำศัพท์ที่ถูกต้อง ซึ่งการทำแบบฝึกให้น่าสนใจด้วยเกมง่าย ๆ หรือรูปภาพจะเป็นการกระตุ้นให้เด็กสนุกและไม่กังวลที่จะเรียนรู้ภาษาที่สองอีกต่อไป 5. ฝึกการออกเสียง สิ่งที่ยากในการสอนภาษาที่สองให้กับเด็กอนุบาลคือการออกเสียงที่ถูกต้อง ซึ่งผู้ใหญ่ควรให้ความร่วมมือกับเด็กในระหว่างการฝึกออกเสียงด้วย เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก และคอยแก้ไขในเวลาที่เด็กผิดพลาดนั่นเอง การให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาที่สองด้วยหนังสือเรียนอนุบาลจึงมีความสำคัญมาก เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในภาษาที่สองได้ตั้งแต่เริ่มแรก และยังช่วยให้เด็กได้ฝึกฝน ทดสอบทักษะในภาษาที่สองของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อได้ทำร่วมกับผู้ปกครอง ทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเด็ก ๆ ได้อีกด้วย

Read more

5 เหตุผลที่หนังสือเด็กส่งผลต่อพัฒนาการด้านนิสัย

5 เหตุผลที่หนังสือเด็กส่งผลต่อพัฒนาการด้านนิสัย หนังสือเด็กนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เด็ก ๆ พัฒนาการทางด้านนิสัยที่ดี การอ่านหนังสือให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เด็กมีอารมณ์เบิกบานแจ่มใส เพิ่มทักษะด้านความคิดและการสื่อสาร รวมไปถึงพัฒนาการด้านการเรียนรู้อีกด้วย ซึ่งเหตุผลที่หนังสือสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กได้นั้นมีดังต่อไปนี้ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว การอ่านหนังสือให้เด็กเล็กโดยพ่อแม่หรือพี่น้องนั้น นับเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน เป็นเวลาที่เด็ก ๆ ได้ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ เกิดเป็นความรู้สึกผูกพัน มั่นคง จนกลายเป็นความเชื่อมั่นในตนเอง เกิดเป็นความเชื่อมั่นในการแสดงอารมณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ปลูกฝังความช่างคิดช่างสังเกต เรื่องราวในหนังสือเด็กที่ดีจะช่วยให้เด็กเกิดความสนใจในเนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ กลายเป็นการสร้างสรรค์ทางจินตนาการและความช่างสังเกตของเด็กได้ดี ยิ่งการอ่านด้วยน้ำเสียงหรือท่าทางประกอบที่น่าสนใจ ก็จะยิ่งกระตุ้นให้เด็กจดจำ รู้จักสังเกต และสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้มากยิ่งขึ้น สร้างโอกาสให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง จะเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อารมณ์ต่าง ๆ ของตัวละครในนิทาน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้าเสียใจ ผิดหวัง สนุกสนาน หรือเฮฮา ซึ่งในเด็กเล็กจะยังไม่สามารถแยกแยะอารมณ์ชนิดต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดีนัก ผู้ปกครองจึงสามารถใช้หนังสือเสริมพัฒนาการเด็ก สอนให้เด็ก ๆ เข้าใจอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดีขึ้น จนสามารถเสริมสร้างความกล้าให้เด็กกล้าปรึกษาเมื่อเกิดความรู้สึกไม่แน่ใจได้ การฝึกสมาธิไปในตัว การอ่านหนังสือจะเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้จดจ่อกับเรื่องราวที่กำลังอ่าน หรือฟังจากที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง ทำให้เด็กเกิดความคุ้นชินที่จะมีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการสร้างนิสัยให้เด็กรู้จักการนั่งนิ่ง ๆ เพื่ออ่านหนังสือ […]

Read more

ความสำคัญของหนังสือนิทานเด็กกับพัฒนาการ

ความสำคัญของหนังสือนิทานเด็กกับพัฒนาการ         วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ และสร้างเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายมาสร้างเสริมพัฒนาการให้กับลูก ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ผู้ปกครองนิยมนำมาใช้นั้นก็คือหนังสือนิทานเด็กนั่นเอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้หนังสือนิทานกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กนั้นมีดังต่อไปนี้ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ เรื่องราวในนิทานมักเต็มไปด้วยสีสันและเนื้อหาที่สร้างการเรียนรู้และจินตนาการให้กับเด็ก ดังนั้นเมื่ออ่านหนังสือนิทานให้เด็กฟังก็จะทำให้เด็กได้คิดตาม เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการฝึกสมองของเด็กให้มีพัฒนาการตามไปด้วย เสริมสร้างความเชื่อมั่น ในระหว่างที่ผู้ปกครองกำลังอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ก็มักเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กได้อย่างเต็มที่ จึงช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี ยิ่งการปล่อยให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น หรือท่าทางต่าง ๆ ในระหว่างการอ่านหนังสือนิทานเด็กเสริมพัฒนาการ ก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการแสดงออกของเด็กให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย พัฒนาการทางสังคม เรื่องราวในหนังสือนิทานเด็ก มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน หรือเรื่องราวที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสังคม ดังนั้นการอ่านหนังสือนิทานก็จะช่วยให้เด็กรู้จักและเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคม เรียนรู้ว่าเรื่องใดเป็นสิ่งที่ควรทำและเรื่องใดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำได้ดี พัฒนาด้านการจดจำ การอ่านหนังสือนิทานสําหรับปฐมวัยในเด็กเล็กนั้น เด็ก ๆ มักยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ให้พ่อแม่ได้รู้ว่าเด็กชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาในหนังสือ แต่เด็กก็จะสามารถรับรู้เรื่องราวที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองอ่านให้ฟังได้ ซึ่งจะสามารถสังเกตได้ในกรณีที่เด็กโตขึ้น จะเริ่มมีการเลือกประเภทหนังสือที่ชอบให้อ่าน หรือรู้สึกสนุกร่วมทุกครั้งที่ผู้ปกครองอ่านให้ฟัง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเด็กรู้จักจดจำสิ่งที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังได้เป็นอย่างดี พัฒนาเซลล์สมอง การอ่านหนังสือนิทานช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ ซึ่งนอกจากนิทานที่เป็นตัวอักษรแล้ว ผู้ปกครองอาจใช้หนังสือนิทานภาพมาให้เด็กได้อ่านและเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านภาพประกอบ ซึ่งการกระตุ้นให้สมองของเด็กได้ทำงานจะช่วยให้เซลล์สมองของเด็กที่กำลังตื่นตัวเหล่านี้สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่ ลดการเกิดอาการสมองฝ่อได้ในอนาคต             การส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในเด็กเล็กนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งปฐมวัยที่เด็ก […]

Read more

เทคนิคการอ่านหนังสือเด็กให้ลูกในท้องฟัง

เทคนิคการอ่านหนังสือเด็กให้ลูกในท้องฟัง        การอ่านหนังสือเด็กให้ลูกในท้องฟังนับเป็นวิธีสร้างปฏิสัมพันธ์ที่พ่อแม่มือใหม่นิยมทำกันมาก เพราะแม้ว่าทารกจะอยู่ในครรภ์ของแม่ แต่ก็สามารถรับรู้และได้ยินเรื่องราวที่พ่อและแม่สื่อสารให้ฟังได้ จึงช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อยตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ แต่ต้องปฏิบัติด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ดังต่อไปนี้ ระยะเวลาของทารกในครรภ์ ทารกในท้องจะเริ่มได้ยินเสียงเมื่ออายุครรภ์ที่ 24 – 26 สัปดาห์แล้ว เป็นช่วงที่ระบบการได้ยินได้รับการพัฒนาจนสามารถได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจคุณแม่ หรือเสียงพูดคุยต่าง ๆ ได้แล้ว คุณพ่อและคุณแม่จึงควรเริ่มการอ่านหนังสือนิทานให้ลูกน้อยฟังในช่วงนี้ได้เลย ประเภทของหนังสือที่อ่าน หนังสือเด็กที่นำมาอ่านให้ลูกน้อยในครรภ์ฟังสามารถส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของทั้งตัวแม่และลูกน้อยได้โดยตรง จึงควรเลือกหนังสือนิทานเด็กที่ช่วยให้จิตใจของแม่สงบและเบิกบาน ซึ่งส่งผลให้เสียงเต้นของหัวใจของแม่ปกติ เด็กทารกก็จะสงบและรู้สึกสบายตามไปด้วย แต่หากเป็นหนังสือที่เร้าอารมณ์ กระตุ้นความเครียด ก็จะสร้างความเครียดให้ทารกในครรภ์ได้ การสัมผัสหน้าท้องกระตุ้นไปพร้อม ๆ กัน ในระหว่างที่กำลังอ่านหนังสือให้ลูกฟัง คุณพ่อคุณแม่สามารถลูบหน้าท้องหรือทำนิ้วท่าทางปูไต่ หรือท่าคนเดินบนหน้าท้อง เพื่อเล่นและเป็นการกระตุ้นให้ลูกน้อยสนใจในเรื่องราวที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ การสัมผัสที่อ่อนโยนจะสร้างภาวะอารมณ์ทางบวกให้กับลูกด้วย การอ่านด้วยน้ำเสียงและจังหวะที่เหมาะสม แม้จะเป็นการอ่านให้ลูกในท้องที่ยังไม่คลอดออกมา คุณแม่ก็ควรอ่านหนังสือเสริมพัฒนาการเด็กด้วยน้ำเสียงชัดเจน มีจังหวะ ออกเสียงตามอารมณ์ของตัวหนังสือ เพื่อให้เด็กในท้องสามารถเรียนรู้วิธีการสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะสมไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้เรื่องราวที่คุณแม่หรือคุณพ่อกำลังเล่าได้เต็มที่ ทำอย่างสม่ำเสมอ การอ่านหนังสือให้ลูกในท้องฟังไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานนัก อ่านเพียง 1 – 2 เรื่องก็เพียงพอแล้ว แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน วันละ 2 ครั้ง […]

Read more

เตรียมสมองลูกน้อยให้พร้อมกับอนาคตยุค 4.0 แล้วหรือยัง

เตรียมสมองลูกน้อยให้พร้อมกับอนาคตยุค 4.0 แล้วหรือยัง การคิดวิเคราะห์ฉับไว ความคิดสร้างสรรค์ และมีจิตใจที่เข้มแข็งมีความสำคัญมากสำหรับเด็กยุคใหม่ การเลี้ยงลูกทุกวันนี้พ่อแม่ไม่ใช่คนวางแผนทุกอย่างให้ลูก แต่จะทำหน้าที่เปิดโอกาสการเรียนรู้ให้ลูก และสามารถเลือกด้วยตัวเองได้ เช่น ปล่อยให้ลูกได้ทดลอง ในสิ่งแม้แต่ พ่อแม่ยังไม่เคยทำ หรือ คิดว่าการทำผิดคือการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ครูที่ดีที่สุดของลูกคือการเปิดกว้างทางความคิด การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกช่วงชีวิต ช่วงเวลาที่จะพัฒนาสมองเด็กที่ดีที่สุดคือ แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่โครงสร้างของสมองจะมีการพัฒนาระบบการทำงานที่ซับซ้อน เพื่อการทำงานอย่างไร้ขีดจำกัด จนสามารถเชื่อมโยงต่อยอดการเรียนรู้ ก่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์ มาดูกิจกรรมเสริมสร้างสมองกัน:- 1.สร้างสมอง…ผ่านเสียงหัวเราะ การหัวเราะช่วยพัฒนาทักษะทางสติปัญญา และอารมณ์ 2. ใส่ใจ..เมื่อหนูน้อยชอบเลียนแบบ 3. เล่นเพื่อเรียนรู้-ทายชื่อสิ่งของ / สัมผัส/ดมกลิ่น/จ๊ะเอ๋/ทายของ/เล่นนิ่งชนะ 4. อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังเพียงวันละ 15 นาที 5. โภชนการ การพักผ่อนที่เพียงพอ และ การโอบกอด พัฒนาการทางสมองของลูกนั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก ถ้าหากพ่อแม่ให้ความสำคัญ กระตุ้นสมองผ่านการเลี้ยงดูที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต และก้าวไปได้ไกลกว่าในอนาคต

Read more

เทคนิคแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่ยอมแบ่งปันและไม่รู้จักรอคอย EQ

เทคนิคแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่ยอมแบ่งปันและไม่รู้จักรอคอย เด็กในวัยนี้ยังรอคอยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็กในวัยนี้ และจะยากมากถ้าเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่ทักษะของพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเรียนรู้กันได้ วิธีการแก้ไข ไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ ควรบอกให้รู้ว่าเมื่อรอแล้วอีกไม่นานก็จะได้ ซึ่งจะค่อย ๆ ปลูกฝังว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้อะไรในทันทีทุกครั้งเสมอไป บอกจุดสิ้นสุดของการรอคอยให้ชัดเจน เช่น “ถ้าอยากกินขนม ต้องกินข้าวให้เสร็จก่อน” เพื่อทำให้การอดทนรอคอยของเขามีจุดสิ้นสุด ไม่ใช่การรอแบบไม่มีจุดหมาย เช่น บอกลูกว่า “เดี๋ยวก่อน” หรือ “รอแป๊บนึง” เด็กจะไม่เข้าใจว่าต้องรอถึงเมื่อใ ฝึกให้เด็กรู้จักรอคอยเช่น ให้ไปเล่นร่วมกับเด็กอื่น ๆ ที่ต้องมีการเข้าคิว พาลูกต่อแถวรอเข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้า เข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน หรือรอคิวซื้ออาหาร โดยชี้ให้เด็กเห็นว่าทุกคนต่างก็ต้องรอเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ จัดกลุ่มกิจกรรมย่อย ซึ่งมีเด็กประมาณ 2-3 คนต่อครู 1 คน โดยครูจัดของเล่นให้มีความหลากหลายและเป็นที่สนใจของเด็ก ครูจะเป็นผู้นำกลุ่มโดยให้เด็กผลัดกันเล่นของเล่น โดยใช้เวลาในการเล่นแต่ละขั้นไม่นานมาก จากนั้นครูให้สัญญาณเตือนให้เด็กพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนของเล่นกัน จะทำให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้เรียนรู้การเล่นอย่างมีกฎเกณฑ์ ถ้ากรณีของเล่นที่เด็กสนใจและมีจำนวนจำกัด ครูควรมีกฎเกณฑ์กับเด็กให้ชัดเจน เช่น คนไหนอยากเล่นของเล่นชิ้นนี้ยกมือขึ้น ให้เด็กที่ยกมือขึ้นก่อนได้รับของเล่น ซึ่งในกลุ่มอาจมีเด็ก 4 คนแต่มีเด็ก 3 คนที่ยกมือขึ้น ก็ให้เด็ก 3 […]

Read more

7 เทคนิคลูกฉลาดสร้างได้

7 เทคนิคลูกฉลาดสร้างได้ ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กๆ จะต้องอยู่ในสถาบันการเรียนทั้งวัน รวมทั้งการเรียนพิเศษอื่นๆ นอกจากเราจะพัฒนาสมองซีกซ้ายแล้ว อย่าลืมพัฒนาสมองซีกขวา และทักษะชีวิตของลูกน้อยด้วย มีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ 1.พ่อแม่สร้างความอบอุ่นในครอบครัว การแสดงออกซึ่งความรักของพ่อแม่มีผลทำ ให้เด็กหลั่งสาร ” Human Growth Factor” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมอง คุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาร่วมกับลูกในช่วงเย็นของทุกวัน 2.ดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ไม่ขาดไม่เกิน ที่สำคัญคือ การรับสารอาหาร DHA โอเมก้า 3 , ไอโอดีน,โปรตีน,ไขมันดีหรือวิตามิน เกลือแร่ ต่างๆหากไม่สามารถ เตรียมอาหาร ให้ลูกได้ครบถ้วน 3.ให้ลูกมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ สถานที่ต่างๆ เด็กควรมีกิจกรรม Active Play อย่างน้อยวันละ 60 นาที อาจจะเป็นช่วงเช้า 10 นาที กลางวัน 20 นาที และเย็น 30 นาที 4.ส่งเสริมการการเล่นของลูก โดยไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ เล่นโดยอิสระเพราะการเล่นของเด็กจะทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า […]

Read more
X